10.05.26 Avyakt Bapdada Thai Murli
30.01.2010 Om Shanti Madhuban
จงเป็นตัวของประสบการณ์ของความเคารพตนเองในทั้งสี่วิชา
และใช้อำนาจของประสบการณ์ของลูก
วันนี้ บัพดาดา ผู้สร้างโลกบราห์มิน กำลังมองเห็นโลกบราห์มินของท่านในทุกหนแห่ง
แต่ละบราห์มินคือดวงวิญญาณพิเศษในทั้งโลกบราห์มิน
ลูกเป็นหนึ่งในหลายล้านคนเพราะลูกได้ตระหนักรู้จักพ่อผู้ที่เข้ามาในร่างธรรมดา
บัพดาดาให้ความรักจากหัวใจของท่านแก่ลูกๆที่ได้หลอมรวมท่านไว้ในหัวใจของลูก
ลูกๆแต่ละคนกำลังสัมผัสได้ว่าตนเองได้รับความรักจากพ่อเช่นนั้น
และกำลังสัมผัสได้ถึงการที่พ่อได้หลอมรวมอยู่ในหัวใจของลูก สำหรับพ่อแล้ว
ลูกทุกคนน่ารักอย่างยิ่งและเป็นที่รักของทุกคน
ลูกทุกคนได้ท้าทายดวงวิญญาณทั้งหลายว่า ลูกคือผู้ที่มีชีวิตโยคี
ลูกไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่มีโยคะ แต่ลูกคือผู้ที่มีชีวิตโยคี
ชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงแค่สองถึงสี่ชั่วโมง แต่มีชีวิตนั้นมีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น
ในขณะที่ลูกเดิน เคลื่อนไหวไปมา และทำทุกสิ่ง
ลูกคือโยคีผู้ที่มีชีวิตโยคีอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าลูกจะนั่งโยคะหรือทำงานอื่นใด
ลูกคือคาร์มาโยคี เป้าหมายในชีวิตของลูกคือการเป็นโยคีอย่างสม่ำเสมอ
ลูกสัมผัสว่าชีวิตโยคีของลูกเป็นชีวิตที่เป็นธรรมชาติหรือไม่?
บัพดาดากำลังมองเห็นโชคที่เปล่งประกายบนหน้าผากของลูกแต่ละคน ท่านเห็นอะไร?
ลูกของฉันแต่ละคนมีความเคารพตนเอง เป็นผู้มีอำนาจในการปกครองตนเอง
และเป็นนายของตนเอง เพราะเหตุใด? เพราะที่ใดมีความเคารพตนเอง
ที่นั่นย่อมไม่มีสำนึกที่เป็นร่างใดๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงปัจจุบัน
บัพดาดาได้ให้ความเคารพตนเองมากมายหลายประเภทในรูปที่แตกต่างกันแก่ลูกแต่ละคน
หากลูกระลึกถึงความเคารพตนเองของลูกในตอนนี้และยังคงหมุนลูกปัดในแต่ละจุดของความเคารพตนเองต่อไป
ลูกจะกลายเป็นตัวของความเคารพตนเองมากมายหลายประเภทและซึมซับอยู่ในความเคารพตนเองนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งตอนนี้ บัพดาดายังไม่ชอบสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับลูก
ลูกรู้ไหมว่าสิ่งนั้นคืออะไร?
เมื่อลูกบางคนบอกว่าบางครั้งพวกเขาต้องลำบากตรากตรำเพื่อทำให้ตนเองมั่นคงในความเคารพตนเอง
พวกเขาต้องการทำเช่นนั้น แต่บางครั้งมันต้องใช้ความพยายาม
พ่อผู้ทรงพลังอำนาจไม่อาจทนเห็นความพยายามของลูกเหล่านั้นได้ เพราะที่ใดมีความรัก
ที่นั่นย่อมไม่มีความลำบากตรากตรำ ที่ใดมีความลำบากตรากตรำ ที่นั่นขาดความรัก
วันนี้ ในเวลาอมฤต
บัพดาดาได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนบราห์มินในทุกหนแห่งทั้งในดินแดนนี้และในต่างประเทศ
และท่านได้เห็นอะไร? ลูกบางคนนั่งอยู่ในความเคารพตนเอง
พวกเขากำลังคิดว่าพวกเขากำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์หัวใจของบัพดาดา
พวกเขากำลังคิดถึงสิ่งนี้
พวกเขากำลังพยายามที่จะทำให้ตนเองมั่นคงในความเคารพตนเองนี้
แต่ความอ่อนแอที่บาบาเห็นนั้นคืออะไร? พวกเขาจดจำความเคารพตนเอง
พวกเขากำลังคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้ แต่ความอ่อนแอที่มองเห็นได้คือ
การเป็นตัวของความเคารพตนเอง การเป็นภาพลักษณ์ของประสบการณ์
และการเป็นตัวของอำนาจของประสบการณ์นั้น
มีอำนาจมากมายแต่อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออำนาจของประสบการณ์
และผู้ทรงพลังอำนาจได้ให้ประสบการณ์ของความเคารพตนเองแก่ลูกแล้ว ดังนั้น
พวกเขาจึงเพียรพยายาม แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถกลายเป็นตัวของประสบการณ์ได้
บัพดาดาเห็นว่าขณะที่ลูกๆนั่งอยู่ พวกเขาก็ยังคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เป็นตัวของประสบการณ์ ในประสบการณ์นั้น
แม้แต่สำนึกที่เป็นร่างเพียงเล็กน้อยในรูปใดก็ตามก็ไม่สามารถดึงลูกเข้าไปหาตัวมันเองได้
ดังนั้น การกลายเป็นตัวของประสบการณ์
การหลุดหายไปในประสบการณ์ของการเป็นคาร์มาโยคีในขณะที่กำลังกระทำอยู่นั้น
จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในตอนนี้ จงทำให้ตนเองมั่นคงในรูปนั้น ในทุกสถานการณ์
ในทุกทุกเรื่องหรือในทุกวิชา จงกลายเป็นตัวของประสบการณ์
ไม่ว่าจะเป็นในวิชาของความรู้ โยคะ ดาร์น่า หรืองานรับใช้
จงเป็นตัวของประสบการณ์ในทั้งสี่วิชานี้
แม้แต่มายาก็ไม่สามารถสั่นคลอนผู้ที่มีประสบการณ์ได้ และนี่คือเหตุผลที่วันนี้
บัพดาดาต้องการเห็นลูกทุกคนเป็นตัวของประสบการณ์
มีความแตกต่างระหว่างการได้ยินและการคิดถึงประสบการณ์นั้น
และกับการเป็นตัวของประสบการณ์นั้น: ไม่ว่าลูกจะคิดอย่างไร
ไม่ว่าลูกต้องการจะทำให้ตนเองมั่นคงในความเคารพตนเองในลักษณะใด
จงกลับมามั่นคงในการเป็นตัวของประสบการณ์นั้น
ไม่มีใครสามารถสั่นคลอนประสบการณ์นั้นได้ เพราะมันคือความเคารพตนเอง (สวามาน)
เมื่อลูกเป็นตัวของความเคารพตนเองและมั่นคงในประสบการณ์ของความเคารพตนเอง
ก็จะไม่มีสำนึกที่เป็นร่างใดๆได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีความมืด หากลูกเปิดไฟ
ความมืดก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ
ลูกไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆที่จะกำจัดความมืดหรือไล่มันออกไป ในทำนองเดียวกัน
เมื่อลูกนั่งอยู่บนที่นั่งของความเคารพตนเอง สวิตช์ของประสบการณ์ก็จะเปิดอยู่
ดังนั้นจึงไม่มีสำนึกที่เป็นร่างใดๆสามารถเกิดขึ้นได้ที่นั่น
มีสำนึกที่เป็นร่างหลากหลายประเภท
และพ่อก็ได้ให้ความเคารพตนเองหลากหลายประเภทแก่ลูกเช่นกัน
ลูกรู้เกี่ยวกับความเคารพตนเอง ลูกเพียรพยายามสำหรับสิ่งนี้
แต่มีความแตกต่างระหว่างการพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งประสบการณ์นั้นกับการเป็นตัวของประสบการณ์นั้นจริงๆ
นั่นคือเหตุผลที่ลูกต้องลำบากตรากตรำ ดังนั้น ในตอนนี้ ตามเวลาแล้ว
และในเวลาที่ลูกกำลังบรรลุเป้าหมายของการกลับมาทัดเทียมกับพ่อนั้น
บัพดาดาไม่ชอบเลยที่จะเห็นลูกต้องลำบากตรากตรำ ขอให้แต่ละคนตรวจสอบตัวเองว่า
ฉันมีชีวิตคาร์มาโยคีหรือไม่? ชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติและเป็นอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่แค่บางครั้งเท่านั้น จงกลายเป็นตัวของประสบการณ์
ลูกได้ทำให้เป้าหมายในการดำเนินชีวิตโยคีและการเป็นภาพลักษณ์ของประสบการณ์นั้นสำเร็จแล้วหรือยัง?
ตัวลูกเองควรจะสัมผัสกับแสงที่เปล่งประกายบนหน้าผากของลูกอยู่เสมอ
ตัวลูกเองควรจะมั่นคงในประสบการณ์นั้น จงเป็นตัวของการจดจำระลึกถึง
ไม่ใช่ผู้ที่ต้องมีการจดจำระลึกถึง แต่เป็นผู้ที่เป็นตัวของการจดจำระลึกถึง
ข้อพิสูจน์ว่าลูกเป็นตัวของการจดจำระลึกถึงหรือไม่นั้น คือ
เมื่อลูกเป็นตัวของประสบการณ์ของการจดจำระลึกถึงนั้น
ลูกจะสัมผัสได้ว่าตัวลูกเองมีพลังนั้นในขณะที่ทำงานใดๆก็ตาม งานอาจจะเปลี่ยนไปได้(แตกต่างกันไป)
แต่สภาพของการเป็นตัวของประสบการณ์ของลูกไม่ควรเปลี่ยนไป
ดังนั้นวันนี้ บัพดาดาจึงเห็นว่าทำไมลูกถึงต้องลำบากตรากตรำ
บาบาเห็นว่าลูกตามลำดับกันไปตามความพยายามของลูกในการกลายเป็นตัวของประสบการณ์
บัพดาดามีความรักที่ลึกล้ำในหัวใจของท่านต่อลูกๆทุกคน
และดังนั้นท่านจึงไม่อาจทนได้ที่จะเห็นใครก็ตามที่ท่านรักต้องลำบากตรากตรำ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่ลูกอาจต้องลำบากตรากตรำหรือใช้คำว่า "บางครั้ง"
เหตุผลสำหรับสิ่งนี้ก็คือลูกขาดการเป็นตัวของประสบการณ์ ลูกเป็นผู้เพียรพยายาม
แต่ลูกไม่ได้กลายเป็นตัวของประสบการณ์
จงสัมผัสประสบการณ์ของการเป็นตัวของประสบการณ์ของความเคารพตนเองในทั้งสี่วิชาในหนึ่งวินาที
เพื่อที่จิตสำนึกที่เป็นร่างจะไม่สามารถเข้ามาใกล้ลูกได้
เช่นเดียวกับที่ความมืดไม่สามารถคงอยู่ได้เมื่อเผชิญหน้ากับแสงสว่าง
และลูกก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขับไล่มันออกไปเช่นกัน เป็นเรื่องธรรมชาติที่ ณ
ที่ใดมีความมืด ที่นั่นก็จะมีแสงสว่างน้อยหรือไม่มีเลย ดังนั้น
อำนาจที่ยิ่งใหญ่สุดที่ได้รับการจดจำคืออำนาจของประสบการณ์
แม้ว่าจะมีคนนับพันพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้
ลูกทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์กับรสชาติของน้ำตาลและรู้ว่ามันมีความหวาน
แม้ว่าจะมีผู้คนนับพันพยายามที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นของลูก
พวกเขาสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่? ในวิชาใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความรู้ โยคะ ดาร์น่า
หรืองานรับใช้ จากในทั้งสี่วิชาหากลูกต้องลำบากตรากตรำในวิชาใดวิชาหนึ่ง
เพื่อที่จะทำบางสิ่งให้เสร็จ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในงานรับใช้ที่ลูกทำ
เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของลูกในวิชาดาร์น่า
เพื่อที่จะอยู่อย่างไม่สั่นคลอนในโยคะ และเพื่อที่จะสัมผัสชีวิตโยคี
หากลูกต้องลำบากตรากตรำหรือใช้คำว่า "บางครั้ง"
นั่นหมายความว่าลูกไม่ได้กลายเป็นภาพลักษณ์ของประสบการณ์ในวิชานั้น
ประสบการณ์ไม่ใช่"บางครั้ง" แต่มันคือธรรมชาติของบุคคลนั้น
แล้วลูกได้ยินเหตุผลที่ต้องลำบากตรากตรำหรือไม่?
เมื่อลูกได้สัมผัสประสบการณ์ในการนั่งบนที่นั่งของประสบการณ์
เมื่อลูกได้สัมผัสถึงการเป็นตัวของพร ลูกยังต้องลำบากตรากตรำในเวลานั้นอยู่หรือไม่?
มันเป็นประสบการณ์ตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ตามเวลาในตอนนี้
ทุกสิ่งจึงเกิดขึ้นในทันที มันจะไม่บอกลูกล่วงหน้าก่อนที่มันจะเกิดขึ้น
มีเกมของวัตถุธาตุของธรรมชาติเกิดขึ้นในทันที มันได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในตอนนี้
สิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น:
ทันใดนั้นก็เกิดแผ่นดินไหวและผู้คนหลายแสนคนเสียชีวิตในเวลาอันสั้น
พวกเขารู้หรือไม่ว่าในวันรุ่งขึ้นพวกเขาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่?
อุบัติเหตุเช่นนั้นมากมายได้เริ่มเกิดขึ้นอย่างทันทีในสถานที่ต่างๆ ในเวลาเดียวกัน
ตั๋วสำหรับผู้คนจำนวนมากมายกำลังถูกฉีก (หมายถึงถึงเวลาตาย/หมดเวลา) ไปพร้อมๆกัน
ดังนั้น ในช่วงเวลาเช่นนั้น ลูกพร้อมเสมอหรือไม่?
ลูกจะไม่บอกว่าลูกยังคงเพียรพยายามอยู่ใช่ไหม? พร้อมเสมอหมายความว่า
ไม่ว่าลูกจะมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องพรหรือความเคารพตนเองอย่างไรก็ตาม
ลูกก็จะกลายเป็นตัวของสิ่งนั้น
และเหตุนี้เองบัพดาดาจึงดึงความสนใจของลูกมาที่สิ่งนี้:
ลูกสามารถทำให้พรใดๆเกิดผลและได้สัมผัสประสบการณ์ในรูปของพรหรือความเคารพตนเองนั้นได้หรือไม่?
ลูกจะต้องกลายเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน ลูกอาจพูดว่า: "ฉันกำลังพยายามอยู่"
ถ้าลูกจะพยายาม จงเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้
เพราะการฝึกฝนสิ่งนี้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานจะช่วยลูกได้ในเวลานั้น
อย่าเป็นแต่เพียงผู้เพียรพยายาม แต่จงกลายเป็นผู้ที่มีประสบการณ์
เพราะผู้ทรงพลังอำนาจได้ให้อำนาจของประสบการณ์แก่ลูกทุกคนแล้ว
ในทำนองเดียวกันกับที่ลูกมีประสบการณ์ในจิตสำนึกที่เป็นร่าง
ลูกจำเป็นต้องจดจำสำนึกที่เป็นร่างนี้และคิดว่า: ฉันคือคนนั้นคนนี้หรือไม่?
ลูกได้รับชื่อสำหรับร่างกายของลูก และนั่นก็คือสำนึกที่เป็นร่างใช่หรือไม่?
ฉันคือคนนั้นคนนี้: แม้ว่าจะมีคนเป็นพันคนบอกลูกว่าลูกไม่ใช่คนนั้น แต่ลูกเป็นคนนี้
และพวกเขาใช้ชื่ออื่นที่ต่างออกไปเรียกลูก ลูกจะเชื่อพวกเขาไหม?
ลูกจะลืมชื่อของลูกหรือไม่?
สำนึกรู้เกี่ยวกับร่างกายที่เชื่อมโยงกับชื่อที่ได้รับมาตั้งแต่เกิดนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่มั่นคงและเป็นธรรมชาติมาก
หากมีคนเรียกใครบางคนที่มีชื่อเดียวกันกับลูก เขาไม่ได้เรียกลูก
แต่เรียกใครบางคนที่มีชื่อเดียวกันกับลูก ทันทีที่ลูกได้ยินชื่อของลูก
ความสนใจของลูกจะไปที่นั่น เพราะลูกจะคิดว่าบุคคลนั้นกำลังเรียกลูกอยู่
สำนึกที่เป็นร่างนี้กลับมามั่นคงมาก ในทำนองเดียวกัน
จงมั่นคงในสำนึกที่เป็นดวงวิญญาณ ในการรักษาความเคารพตนเอง และในการเป็นนายของตนเอง
ลูกบอกว่าชีวิตของลูกเปลี่ยนไป แล้วลูกเปลี่ยนไปอย่างไร? จากจิตสำนึกที่เป็นร่าง
ลูกเปลี่ยนไปเป็นความเคารพตนเอง และจากนั้นลูกก็กลายเป็นนายของตนเอง
ดังนั้นตรวจสอบดูว่า: ฉันได้กลายเป็นตัวของความรู้นี้หรือไม่?
หรือว่าฉันได้กลายเป็นผู้ที่รับฟังความรู้เหล่านี้และถ่ายทอดความรู้นี้ให้แก่ผู้อื่นหรือไม่?
ญาณหมายถึงความรู้นี้ รูปในทางปฏิบัติของความรู้นี้กล่าวกันว่า ความรู้คือแสงสว่าง
ความรู้คือพลัง(อำนาจ) การเป็นตัวของความรู้นี้หมายความว่า ไม่ว่าลูกจะกระทำการใด
การกระทำเหล่านั้นจะเต็มไปด้วยแสงสว่างและพลัง(อำนาจ) และจะถูกต้องแม่นยำ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเป็นตัวของความรู้นี้
อย่าได้กลายเป็นเพียงแค่ผู้ที่พูดถึงความรู้นี้ แต่จงกลายเป็นตัวของความรู้นี้
การเป็นตัวของโยคะหมายถึงการเป็นผู้ที่เอาชนะอวัยวะต่างๆในร่างกาย
จงเป็นนายของตนเองเหนืออวัยวะของร่างกายทั้งหมดของลูก นี่คือสิ่งที่เรียกว่าโยคะ
นั่นคือชีวิตที่เป็นยุกตียุกต์ หากลูกเป็นตัวของความรู้และโยคะนี้
ลูกก็จะสามารถซึมซับคุณธรรมทุกประการได้โดยอัตโนมัติ ที่ใดมีความรู้และโยคะนี้
และลูกเป็นโยคยุกต์ ที่นั่นการซึมซับคุณธรรมจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
งานรับใช้จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทุกขณะ ตามเวลาแล้ว ลูกอาจรับใช้ด้วยจิตใจ
ด้วยคำพูด ด้วยการกระทำ ด้วยความรักในความสัมพันธ์ของลูก
งานรับใช้จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
งานรับใช้ยังคงเกิดขึ้นในความสัมพันธ์และในสายสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น
ในครอบครัวบราห์มิน หากพี่น้องชายหญิงคนใดมีความรู้สึกเศร้าเล็กน้อย
ความพยายามของเขาหรือเธอดูเฉื่อยชาลงเล็กน้อย
และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของซันสการ์เดิม ลูกควรจะให้ความจริงจังและความกระตือรือร้น
ความร่วมมือ หรือความรักให้แก่ดวงวิญญาณที่มีการติดต่อสัมพันธ์ด้วยนั้น
นั่นคือบุญของการทำงานรับใช้ที่ลูกจะสะสมไว้ในบัญชีของลูก
มันคือการกระทำที่เป็นบุญอย่างยิ่งในการช่วยพยุงคนที่กำลังล้มลงให้ลุกขึ้นมา(หรือการยกระดับคนที่ตกต่ำลงให้สูงขึ้นมา)
การรับใช้ญาติพี่น้องและผู้ที่มีการติดต่อสัมพันธ์ด้วยคือหน้าที่ของผู้รับใช้ที่แท้จริง
ไม่ควรเป็นเพียงแค่งานรับใช้ที่ลูกได้รับหรือถูกมอบให้แก่ลูกเท่านั้น
ให้งานรับใช้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติด้วยความคิด คำพูด การกระทำ ความสัมพันธ์
และสายสัมพันธ์ของลูก หลายครั้งที่บัพดาดาเห็นว่าในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น
ลูกบางคนเห็นว่าธรรมชาติหรือซันสการ์ของคนอื่นไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น
อย่างไรก็ตาม การมีความคิดทำนองว่า “คนนี้ก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
เขาไม่มีทางเปลี่ยนได้หรอก และการรับใช้คนนี้เป็นการเสียเวลาเปล่า”
การมีความคิดเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?
ลูกเชื่อว่าลูกคือผู้ที่จะทำให้วัตถุธาตุต่างๆบริสุทธิ์สะโตประธาน
ที่ลูกจะเปลี่ยนแปลงวัตถุธาตุทั้งหลายได้
อย่างไรก็ตามคนๆนั้นก็คือดวงวิญญาณมนุษย์คนหนึ่ง คนที่เรียกตนเองว่าบราห์มิน
แต่ทว่าเขาได้รับอิทธิพลจากซันสการ์(นิสัยเดิม)ครอบงำอยู่
ลูกได้ประกาศความท้าทายที่จะเปลี่ยนแปลงซันสการ์ของวัตถุธาตุต่างๆ
แต่คนๆนั้นก็เป็นสิ่งมีชีวิต เป็นดวงวิญญาณ และเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กับลูก
ดังนั้นผู้รับใช้ที่แท้จริงย่อมมีความปรารถนาดีที่จะรับใช้เขาเพื่อให้ได้มาซึ่งบุญจากการรับใช้ช่วยเหลือเขา
การพูดว่า “คนนี้ก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ยังไงเขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนได้หรอก”
คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่ความปรารถนาดี แต่มันเป็นความรู้สึกไม่ชอบที่ละเอียดอ่อน
อย่างไรก็ตาม คนๆนั้นก็เป็นพี่น้องชายหญิงของลูก และอย่างน้อยเขาก็พูดว่า “บาบาของฉัน”
ผู้รับใช้ที่แท้จริงจะสะสมบุญไว้ในบัญชีบุญของตน
ด้วยการมีความปรารถนาดีแม้แต่กับผู้ที่ไม่เคยรับใช้ช่วยเหลือเขาเลย
จงอย่าได้ผลักไสหรืออย่าซ้ำเติมคนที่ตกต่ำอยู่แล้วให้ตกต่ำลงไปอีก
จงช่วยดึงพวกเขาขึ้นมา ยกระดับพวกเขาให้สูงขึ้นมา ให้ความร่วมมือแก่พวกเขา
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเป็นผู้รับใช้ที่แท้จริง ผู้ซึ่งเป็นดวงวิญญาณบุญ ดังนั้น
จงตรวจสอบตนเอง:
ฉันมีความจริงจังและความกระตือรือร้นในการทำงานรับใช้มากถึงขนาดนี้หรือไม่?
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเป็นผู้ที่มีอำนาจของประสบการณ์ ดังนั้น เวลานี้
บัพดาดาจึงต้องการให้ลูกกลายเป็นภาพลักษณ์ของประสบการณ์และใช้อำนาจของประสบการณ์ของลูก
ผู้ที่จะกลายเป็นตัวของประสบการณ์ในทั้งสี่วิชา และจะใช้อำนาจของประสบการณ์
ผู้ที่จะขจัดความอ่อนแอใดๆ ผู้ที่จะใส่ใจต่อตนเองให้มากถึงขนาดนี้ ยกมือขึ้น!
ลูกกำลังยกมือของจิตใจของลูกอยู่ใช่ไหม? ไม่ใช่มือทางกายภาพ
แต่เป็นมือของจิตใจของลูก ยกมือขึ้น! จงยกมือของจิตใจของลูกขึ้น
เพราะบัพดาดาจะถามถึงผลลัพธ์ในวันชีพราตรี
ซันสการ์ที่อ่อนแอของใครก็ตามไม่ควรลดทอนความปรารถนาดีในจิตใจของลูก
ซันสการ์ของคนนั้นอาจหย่อนยาน แต่ก็มีพลังมากพอที่จะลดทอนความปรารถนาดีของลูก
พ่อบราห์มาไม่มองเห็นอะไร และท่านไม่ทำอะไร?
ในขณะที่ท่านยังคงความรับผิดชอบในหน้าที่ ท่านก็ได้จากไป(ละร่าง)ในที่สุด
หลังจากที่ให้คำสอนสามคำแห่งความปรารถนาดีและความรู้สึกที่บริสุทธิ์แก่ทุกคน
ลูกจำคำเหล่านั้นได้ใช่ไหม? ลูกจำคำพูดสามคำนั้นได้ใช่ไหม? ท่านเองได้กลายเป็นอะแวค
ด้วยสภาพของการไม่มีตัวตน ไม่มีความหลงทะนงตน และไม่มีกิเลส
ท่านไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกเลยว่าท่านกำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานของกรรม
มีใครเข้าใจบ้างไหมว่าความทุกข์ทรมานของกรรมของท่านกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว?
เกิดอะไรขึ้น? เขาได้กลายเป็นอะแวคไปแล้ว
พ่อบราห์มาได้แสดงให้เห็นถึงพรของการเป็นเทวดานางฟ้า จงทำตามพ่อบราห์มา!
ในเมื่อลูกพูดว่า "บาบาของฉัน" แล้วพ่อจะพูดว่าอย่างไร? ลูกคือลูกของพ่อ
เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีความปรารถนาดีต่อกันในครอบครัว
อย่ามองที่ธรรมชาติหรือนิสัยของใคร พ่อรู้ว่ามีความขัดแย้งในธรรมชาติหรือนิสัย
อย่างไรก็ตามความขัดแย้งใดๆของธรรมชาติหรือนิสัยไม่ควรจบสิ้นความรักหรือความสัมพันธ์ของลูก
มันไม่ถูกต้องที่จะไม่ปล่อยให้งานสำเร็จลุล่วง นี่คือครอบครัว ครอบครัวไหน?
นี่คือครอบครัวของพระเจ้า พระภู่ ปาริวาร์
อย่าให้ที่นี่ขาดความรักไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นอย่างนั้นหรือไม่?
กำลังขาดความรักอยู่หรือไม่? ขอให้มีความรักอย่างแน่นอน นั่นคือความปรารถนาดี
ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร นี่คือครอบครัวของพระเจ้า
ลูกเชื่อว่าลูกเป็นของครอบครัวของพระเจ้า ดังนั้นครอบครัวจึงหมายถึงความรัก
หากไม่มีความรักในครอบครัวนี้ มันก็ไม่ใช่ครอบครัว
ครอบครัวของพระเจ้านี้มีอยู่เพียงในเวลานี้เวลาเดียวเท่านั้น
ไม่มีใครนอกจากพระเจ้าที่จะมีครอบครัวที่ใหญ่โตเช่นนี้ได้ ดังนั้น จงตรวจสอบ
เพราะแม้แต่เรื่องนี้ก็ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อความเพียรพยายามของลูก
เมื่อลูกกลับมาเป็นอิสระจากอุปสรรคทั้งปวงแล้ว ลูกจึงจะกลายเป็นผู้มีประสบการณ์
และสามารถทำให้ผู้อื่นมีประสบการณ์ได้ด้วยอำนาจของประสบการณ์ของลูกเอง อัจชะ
เมื่อเห็นลูกๆทุกคนในทุกหนแห่ง บัพดาดารู้สึกพอใจและร้องเพลงว่า: ว้า ลูกๆ! ว้า!
ในหัวใจของลูกทุกคนมีพ่อ และในหัวใจของพ่อมีลูกทุกคน
เมื่อเห็นครอบครัวที่ใหญ่โตเช่นนี้ ชาวมธุบันต่างก็มีความสุข ว้า มธุบัน! ว้า!
มธุบันเป็นที่พึ่งพิง(ที่ลี้ภัย)สำหรับทุกคนอยู่แล้ว
และนั่นคือเหตุผลที่ลูกทุกคนต่างวิ่งมาที่มธุบัน ตอนนี้
ลูกต้องรีบเติมเต็มความหวังของพ่อ
ลูกต้องกลายเป็นตัวของประสบการณ์ในทั้งสี่วิชาอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นลูกๆจากดินแดนนี้และจากต่างประเทศทั่วทุกมุมโลกมานั่งอยู่ที่นี่
บัพดาดาก็พอใจ และทุกคนก็พอใจที่ได้เห็นสิ่งนี้เช่นกัน
สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้และวิทยาศาสตร์กำลังก้าวหน้าไปในเวลานี้
มีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆมากมายในโลก
แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ของลูก
พวกเขากำลังคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีๆมากมาย แม้จะอยู่ห่างไกลกัน
แต่ลูกก็อยู่ด้วยกัน ดังนั้น
ขอแสดงความยินดีกับนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ขึ้นมา
โปรดรับความรักและความระลึกถึงมากมายจากหัวใจส่งถึงลูกๆทุกคนทั้งในดินแดนนี้และในต่างประเทศ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นมัสเต แด่ลูกๆที่แสนพิเศษเหล่านี้
พร:
ขอให้ลูกกลายเป็นรูปของเทวดานางฟ้า และด้วยแสงสว่างแห่งความรู้นี้
จงทำให้หนทางของความเพียรพยายามนั้นง่ายดายและชัดเจน
ทั้งแสงสว่างและพลังนั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในชีวิตของเทวดานางฟ้า อย่างไรก็ตาม
เพื่อที่จะกลายเป็นทั้งแสงสว่างและพลัง
ลูกจำเป็นต้องมีพลังในการไตร่ตรองและพลังในการอดทน สำหรับจิตใจของลูก
ลูกจำเป็นต้องมีพลังในการไตร่ตรอง และสำหรับคำพูดและการกระทำของลูก
ลูกจำเป็นต้องซึมซับพลังของความอดทน
คำพูดที่ลูกพูดและการกระทำที่ลูกทำก็จะสอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้
เมื่อลูกมีพลังทั้งสองนี้ หนทางแห่งความเพียรพยายามก็จะง่ายดายและชัดเจนสำหรับทุกคน
คติพจน์:
การพูดไร้สาระ เป็นการรบกวนผู้อื่นมากมาย
สัญญาณที่ละเอียดอ่อน:
สัมผัสกับสภาพไม่ไหวหวั่นสั่นคลอนและสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง
ลูกๆเป็นนายของวัตถุธาตุ
ดังนั้นลูกจะต้องคงอยู่อย่างมีความสุขต่อไปในขณะที่เห็นเกมของวัตถุธาตุเหล่านี้
แม้ว่าวัตถุธาตุจะสร้างความปั่นป่วนหรือแสดงให้เห็นเกมที่สวยงาม ในทั้งสองสถานการณ์
ดวงวิญญาณผู้เป็นนายของวัตถุธาตุจะสังเกตฉากเหล่านั้นในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่ละวาง
และมีความสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับฉากเหล่านั้นและจะไม่มีความหวาดกลัว
นี่คือเหตุผลที่บัพดาดาดลใจลูกเป็นพิเศษให้ฝึกฝนการคงอยู่อย่างมั่นคงและไม่ไหวหวั่นสั่นคลอนบนที่นั่งของสภาพของการเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ละวางด้วยตาปาเซียของลูก