26.04.26 Avyakt Bapdada Thai Murli
31.12.2009 Om Shanti Madhuban
ในปีใหม่นี้ จงให้สาส์นและของขวัญแห่งโลกยุคทองแก่ดวงวิญญาณทั้งหลาย
เพื่อที่จะกลับมาทัดเทียมกับพ่อ
จงทำให้ธรรมชาติของการมีสำนึกเป็นดวงวิญญาณกลายเป็นธรรมชาติของลูก
วันนี้
บัพดาดามองเห็นลูกๆทุกคนในรูปของความรักและการหลอมรวมอยู่ในความรักของบัพดาดา
ลูกแต่ละคนเปล่งประกายด้วยความรักของพระเจ้า
ลูกทุกคนได้มาถึงที่นี่ในเครื่องบินแห่งความรัก ลูกมาที่นี่เพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่
แต่สิ่งที่ปรากฏในดวงตาของลูกทุกคนคืออะไร? ปีใหม่นั้นเป็นเพียงแค่ชื่อเท่านั้น
แต่ลูกทุกคนมีความกระตือรือร้นอะไรในดวงตาของลูก? ลูกกล่าวคำทักทายสำหรับสามสิ่ง 1.
ขอแสดงความยินดีกับชีวิตใหม่ของลูก 2. ขอแสดงความยินดีกับยุคใหม่ 3.
ขอแสดงความยินดีที่ได้พบกับครอบครัวและพ่อของลูก อะไรกำลังหมุนวนอยู่ในสายตาของลูก?
ยุคใหม่ของลูกกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าลูกใช่หรือไม่?
ในหัวใจของลูกมีความกระตือรือร้นว่ายุคใหม่กำลังจะมาถึง
เครื่องแต่งกายอันเปล่งประกายแห่งยุคใหม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่ตรงหน้าลูก
ราวกับว่าลูกกำลังจะสวมใส่เครื่องแต่งกายที่เปล่งประกายนั้นอย่างรวดเร็วในวันนี้ในยุคบรรจบพบกัน
ลูกมีความสุขมากที่ได้เห็นเครื่องแต่งกายนั้นอยู่ตรงหน้าลูก
ลูกกำลังกล่าวคำอำลาและในขณะเดียวกันก็ได้รับคำแสดงความยินดี
ลูกกล่าวคำอำลาต่อปีเก่านี้และลืมปีนี้ไป
แล้วปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าลูก
ลูกไม่ได้แสดงความยินดีกับโลกเก่าที่อยู่ข้างหน้า
แต่ลูกกำลังแสดงความยินดีกับโลกใหม่ ลูกกำลังกล่าวคำอำลาโลกเก่า
วันนี้ทุกคนมีความจริงจังและความกระตือรือร้นต่อยุคใหม่
ผู้คนต่างแสดงความยินดีกับปีใหม่และให้ของขวัญแก่กัน
บัพดาดาเองก็ให้ของขวัญแก่ลูกๆเช่นกัน
นั่นคือการกล่าวอำลาต่อธรรมชาติเก่าและซันสการ์เก่า และก้าวเข้าสู่โลกใหม่นั้น
ที่ซึ่งมีแต่การบรรลุผลและไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากการบรรลุผล สรุปสั้นๆเลยก็คือ
ลูกสามารถกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรขาดหายไปในโลกใหม่นั้น
พ่อได้ให้ของขวัญแห่งโลกยุคทองแก่ลูกแต่ละคนแล้ว
ลูกเองก็มีความซาบซึ้งที่ว่าลูกกำลังจะกลายเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในโลกยุคทองใช่ไหม?
ไม่มีใครอื่นที่จะให้ของขวัญเช่นนี้แก่ลูกได้
พ่อได้ให้คำแนะนำและแนวทางแก่ลูกๆแต่ละคนว่า
จงให้ของขวัญแห่งมรดกของพ่อนั่นคือสาส์นแห่งโลกยุคทองแก่ดวงวิญญาณทั้งหมด
ลูกมีของขวัญอะไร? ประการแรก จงให้ของขวัญแห่งโลกใหม่แก่พวกเขา และประการที่สอง
ลูกมีสมบัติที่มีค่ามากมาย – สมบัติแห่งคุณธรรม สมบัติแห่งพลัง
สมบัติแห่งความเคารพตนเอง – ลูกมีสมบัติที่มีค่ามากมาย ดังนั้น
จงให้ของขวัญแห่งคุณธรรมหรือพลังอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ทุกคน
เพื่อที่ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยของขวัญนี้
และพวกเขาจะได้ประกาศสิทธิ์ในโลกยุคทอง
เพราะลูกสามารถเห็นได้ว่าความทุกข์และความไม่สงบกำลังเพิ่มมากขึ้นในทุกหนแห่งในทุกวันนี้
ในทุกหนแห่งทุกคนต่างมีความกลัวและความวิตกกังวล
อย่างน้อยที่สุดจงให้สาส์นแก่ดวงวิญญาณที่ไม่มีความสุขและไม่มีความสงบเหล่านั้นว่าเวลานี้พ่อได้มาแล้ว
พวกเขาควรจะเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในมรดกที่ไม่สูญสลายนับจากนี้เป็นต้นไป
ลูกกำลังให้สาส์นนี้แก่ทุกดวงวิญญาณ แต่ถึงกระนั้น แม้กระทั่งเวลานี้
ลูกๆของพ่อบางคนก็ยังคงถูกตัดสิทธิ์จากการได้รับสาส์นนี้ อย่างไรก็ตาม
ลูกเป็นลูกของพ่อผู้เดียวกัน
ดังนั้นจงให้ของขวัญของสาส์นนี้แก่พี่น้องชายหญิงของลูก
อย่าให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ลูกกำลังทำงานรับใช้
และบัพดาดาพอใจที่ได้เห็นงานรับใช้ที่ลูกๆทำ แต่ความหวังของพ่อคือ
พ่อไม่ต้องการให้ลูกคนใดของท่านถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือถูกละเลยเมื่อถึงเวลาที่จะได้รับสาส์นนี้
อย่าให้พวกเขาต้องมาพร่ำบ่นว่าลูกได้รับของขวัญแห่งโลกยุคทอง
แต่พวกเขาไม่แม้แต่จะรู้เรื่องนี้เลยว่าพ่อของเราได้มาแล้ว
แต่เราไม่ได้รับสาส์นนั้นเลย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมลูกถึงต้องเพียรพยายามอย่างมากในปีใหม่นี้
จงวางแผนร่วมกันในบรรดาลูกๆ เพื่อที่จะไม่มีมุมใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ลูกไม่ควรได้รับการพร่ำบ่นใดๆ เพราะพวกเขาต้องกลับมามีความสุข
อย่างน้อยพวกเขาก็ควรจะรู้ว่า พ่อของเราได้มาแล้ว! พวกเขาไม่ควรถูกตัดสิทธิ์
ดังนั้น ลูกจะทำอะไรในปีใหม่นี้? จงรวมตัวกันและวางแผน
บัพดาดารู้สึกเมตตาต่อลูกทุกคน ลูกแต่ละคนก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
จะต้องนำเอารูปที่มีความเมตตากรุณาและรูปที่ให้คุณประโยชน์มาใช้ต่อพี่น้องชายหญิงของลูก
และให้สาส์นนี้แก่ทุกคน
อย่างน้อยที่สุดก็อย่าปล่อยให้พวกเขามาพร่ำบ่นในภายหลังว่าไม่ได้รับรู้เรื่องนี้เลย
ดังนั้นวันนี้
ลูกทุกคนได้มาถึงที่นี่ด้วยความจริงจังและความกระตือรือร้นที่จะเฉลิมฉลองปีใหม่
บัพดาดาร้องเพลงอะไรเมื่อเห็นลูกๆทุกคน? ลูกรู้ใช่ไหม? ว้า ลูก! ว้า!
แม้แต่กับผู้ที่มาที่นี่เป็นครั้งแรก พ่อก็กล่าวว่า:
ลูกโชคดีที่ได้เป็นของพ่อก่อนที่เวลาจะสิ้นสุดลง
บัพดาดาขอแสดงความยินดีมากมายหลายล้านเท่าแก่ลูกใหม่ทั้งหลายที่ได้กลายเป็นผู้ที่มีโชคดี
ในทุกวันนี้บัพดาดาต้องการเห็นสิ่งหนึ่งในลูกๆทุกคน
ลูกรู้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร?
ลูกแต่ละคนต้องมีความกระตือรือร้นในหัวใจที่จะมีเป้าหมายที่จะกลับมาทัดเทียมกับพ่อ
– ไม่ใช่ว่าลูกจะเป็นเช่นนั้นได้ในสักวันหนึ่ง
แต่ลูกจะต้องกลายเป็นเช่นนั้นได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่ลูกมีเป้าหมาย
และพร้อมกับเป้าหมายนั้น
เวลานี้บัพดาดาก็ต้องการเห็นคุณสมบัติของลูกสำหรับเป้าหมายนั้นด้วยเช่นกัน
เช่นที่ลูกมีเป้าหมายที่จะกลับมาทัดเทียม
ดังนั้นลูกก็ต้องมีคุณสมบัติที่จะกลับมาทัดเทียมด้วยเช่นกัน เวลานี้
เป้าหมายของลูกนั้นสูงมาก แต่ลูกต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับคุณสมบัติของมันด้วย
ความทัดเทียมกัน: ยิ่งเป้าหมายสูงเท่าไร
คุณสมบัติสำหรับเป้าหมายนั้นก็สูงมากเท่านั้น เวลานี้
ลูกๆต้องการที่จะซึมซับคุณสมบัติเหล่านั้นไว้ แต่ในขณะเดียวกันลูกบางคนก็พูดว่า “ฉันต้องการได้สิ่งนี้มาก
แต่…” ดังนั้นคำว่า“แต่”นี้แหละที่ต้องถูกขจัดออกไป
เช่นเดียวกับที่เห็นได้ชัดจากระยะไกลจากใบหน้าและการกระทำของลูกว่าเป้าหมายนั้นสูงเพียงใด
ดังนั้นคุณสมบัติสำหรับเป้าหมายนั้นก็ควรปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากใบหน้าและการกระทำของลูกด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ เมื่อตอนที่ลูกมีสำนึกเป็นร่าง
ธรรมชาติของลูกก็คือการมีสำนึกที่เป็นร่าง
ลูกเคยพยายามที่จะมีสำนึกที่เป็นร่างหรือไม่? ธรรมชาติของลูกคือสำนึกที่เป็นร่าง
ลูกไม่ได้ใช้ความพยายามเพื่อที่จะมีสำนึกที่เป็นร่างนั้นเลยเป็นเวลาครึ่งวงจร
ในทำนองเดียวกัน ในเวลานี้เช่นกัน
จงปล่อยให้การมีจิตสำนึกเป็นดวงวิญญาณกลายเป็นธรรมชาติของลูก
ในเมื่อธรรมชาติของจิตสำนึกที่เป็นร่างกลายเป็นธรรมชาติของลูกแล้ว
ลูกเคยจำได้ไหมว่าต้องกลับมามีสำนึกที่เป็นร่าง?
ลูกเคยพยายามที่จะทำเช่นนั้นหรือไม่? แม้กระทั่งในเวลานี้
ก็ยังมีจิตสำนึกที่เป็นร่างและจิตสำนึกที่เป็นดวงวิญญาณ
แล้วทำไมจึงต้องพยายามที่จะกลับมามีจิตสำนึกที่เป็นดวงวิญญาณ?
บัพดาดาได้รับข่าวว่าบางครั้งลูกต้องเพียรพยายามที่จะจบสิ้นจิตสำนึกที่เป็นร่าง
ในเมื่อมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะมีจิตสำนึกที่เป็นร่าง
แล้วทำไมจึงต้องใช้ความพยายามที่จะมีจิตสำนึกเป็นดวงวิญญาณ?
บัพดาดาไม่ชอบให้ลูกต้องลำบากตรากตรำ
จงเป็นอิสระจากการต้องลำบากตรากตรำและมีธรรมชาติเช่นนี้
นี่คือสิ่งที่รู้กันว่าการมีเป้าหมายที่มีคุณสมบัติเท่าเทียมกัน จากนั้น
ลองดูสิว่ามันจะง่ายดายและเป็นธรรมชาติเพียงใดที่จะกลับมาทัดเทียมกับพ่อ
ลูกเห็นพ่อบราห์มาแล้วใช่ไหม ในขณะที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวที่ใหญ่โตเช่นนั้น
ท่านก็มีธรรมชาติที่มีจิตสำนึกเป็นดวงวิญญาณ แม้แต่ลูกๆก็มีความรับผิดชอบ
แต่ความรับผิดชอบนั้นคืออะไรเมื่อเทียบกับความรับผิดชอบของพ่อบราห์มา
ไม่ว่าความรับผิดชอบนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม เช่น
อาจเป็นความรับผิดชอบในระดับโซนหรือการดูแลจัดการงานต่างๆอย่างเป็นทางการของยักย่า
ความรับผิดชอบนั้นเป็นอย่างไรเมื่ออยู่เบื้องหน้าของบราห์มาบาบา
ด้วยความช่วยเหลือจากชีพบาบา บราห์มาบาบาได้แสดงให้เห็นในทางปฏิบัติว่า คาราวันฮาร์
(ผู้ที่ดลใจให้ผู้อื่นกระทำ) ทำให้ท่านกระทำทุกสิ่งอย่างไร
และท่านเองก็เป็นคารันฮาร์ (ผู้กระทำ)
ในขณะที่มีความรักและละวางและมีความทัดเทียมกับพ่อ
หากลูกปรารถนาที่จะกลับมาทัดเทียมกับพ่อ จงตรวจสอบสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความคิด
คำพูด หรือหน้าที่ของลูกในแง่ของการกระทำ: ฉันคือคารันฮาร์และผู้ดูแลผลประโยชน์
และชีพบาบาคือผู้เป็นนายคาราวันฮาร์ ลูกลืมบทเรียนของคาราวันฮาร์นี้เมื่อลูกก้าวไป
ดังนั้นลูกต้องทำให้เป้าหมายและคุณสมบัติของลูกเท่าเทียมกัน เวลานี้
พร้อมกับการกล่าวอำลาปีเก่า ลูกต้องนำมาซึ่งคุณสมบัติสำหรับเป้าหมายของลูกด้วย
ต้องมีสิ่งใหม่ๆสำหรับปีใหม่ ฉันจะทำอะไรได้? มายามา
ถึงแม้ว่าฉันไม่ต้องการให้เธอมา แต่เธอก็มา” พร้อมๆกับการกล่าวอำลาปีเก่าแล้ว
จงกล่าวอำลาคำพูดและความคิดเหล่านั้นด้วย อย่ากล่าวอำลาเพียงแค่ปีเก่าเท่านั้น
บัพดาดาบอกลูกแล้วว่า มายาเองก็มาหาบัพดาดาเช่นกัน และเธอกล่าวว่าอย่างไร?
ฉันเข้าใจว่าถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้ว
แต่ฉันจะทำอย่างไรได้เมื่อลูกๆบางคนของท่านมาปลุกเรียกฉัน? ดังนั้น วันนี้
พร้อมๆกับการกล่าวอำลาแล้ว ลูกต้องกล่าวอำลามายาในรูปแบบต่างๆด้วย
ลูกมีความกล้าหาญเช่นนั้นหรือไม่? ลูกมีความกล้าหาญไหม? ยกมือขึ้น!
ลูกมีความกล้าที่จะกล่าวอำลาเธอหรือไม่? ผู้ที่นั่งอยู่ข้างหลัง
ลูกมีความกล้าหาญหรือไม่? ผู้ที่มีความกล้าหาญ ยกมือขึ้น!
พ่อขอแสดงความยินดีกับลูกมากมายหลายล้านเท่าสำหรับความกล้าหาญนี้ เพราะเหตุใด?
ทำไมบัพดาดาถึงเน้นย้ำสิ่งนี้?
เพราะลูกทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าสถานการณ์ของโลกเริ่มเลวร้ายลงอย่างรุนแรงมาสักระยะหนึ่งแล้ว
และบัพดาดาได้บอกลูกในคำสอนที่สูงส่งเหล่านี้ว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด
มันต้องเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด
และหากลูกไม่ได้ฝึกฝนสิ่งนี้มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน บอกพ่อสิว่า
ในช่วงเวลาที่มันเกิดขึ้นอย่าง "ทันทีทันใด" นั้น
ลูกจำเป็นต้องใช้การฝึกฝนนี้ใช่หรือไม่? เมื่อไม่นานมานี้
บัพดาดาได้ให้การบ้านแก่ลูกฝึกฝน 10 นาที รวมทั้งหมด 24 ครั้ง การบ้านคือครั้งละ 10
นาที แต่ลูกบางคนรู้สึกว่ามันยาก ลองคิดดูสิ: ถ้าแค่ 10 นาที
แล้วลูกไม่สามารถฝึกฝนได้
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด?
บัพดาดารู้ว่าเมื่อลูกต้องทำ 24 ครั้งต่อวัน ลูกบางคนอาจไม่มีเวลามากขนาดนั้น
แต่บัพดาดาเพียงแค่ลองดูว่า ลูกสามารถคงอยู่ในสำนึกรู้เดียวเป็นเวลา 10 นาที
เมื่อใดก็ตามที่ลูกต้องการและในแบบที่ลูกต้องการได้หรือไม่?
บัพดาดาไม่ได้บอกว่าลูกต้องอยู่ในสภาพนี้เป็นเวลาสิบนาทีในตอนนี้ โอเค
ลูกอาจทำไม่ได้ ผู้ที่ทำได้ก็จงทำไป และถ้าลูกไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้
ลูกก็ลองทำดูสักห้านาที เจ็ดนาที หรือหกนาที ลองทำไปเรื่อยๆ เท่าที่ลูกทำได้
บัพดาดาเองก็บอกว่ามันไม่ได้กำหนดเวลาไว้ตายตัว ถ้าลูกรู้สึกว่าสิบนาทีมันนานเกินไป
ลูกก็ลองทำสักแปดนาทีหรือเก้านาทีก็ได้ ปลูกฝังนิสัยนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะมันคือเวลานี้ที่ลูกได้นำพรของ 'เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน' มาใช้ในรูปปฏิบัติ
หากลูกไม่สามารถฝึกฝนสิ่งนี้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่ยาวนานได้ในตอนนี้
แล้วในแง่ของการบรรลุผลที่ควรจะได้จากความเพียรพยายามมาอย่างยาวนานนั้น
ก็จะมีระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป (สั้นลง) ถึงครึ่งวงจร ถ้าตอนนี้ลูกให้เวลาน้อยลง
บัพดาดาก็อนุญาตให้ลูกทำได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าลูกทำได้นานกว่าห้านาที;
ถ้าลูกทำไม่ได้นานถึงสิบนาที ก็ให้ทำเจ็ดนาทีหรือแปดนาทีก็ได้
ลูกได้รับอนุญาตให้ทำแม้กระทั่งแค่ห้านาทีก็ได้
แต่ถ้าในช่วงเวลาใดก็ตามลูกสามารถทำได้สิบนาที นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีมาก
เวลาจะมาถึงเมื่อลูกจะต้องให้ลำแสงแห่งพลังแก่ตนเองและโลก
นี่คือเหตุผลที่บัพดาดาอนุญาตให้ลูกฝึกฝนสิ่งนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะช่วงเวลาที่ยาวนานในปัจจุบันคือพื้นฐานของอนาคต อย่างนี้โอเคไหม?
ถ้าลูกรู้สึกว่ามันยากก็ไม่เป็นไร ตอนนี้มันไม่ได้สำคัญอะไร
เพราะลูกได้บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ดี
เพราะถ้าลูกไม่สามารถนั่งได้นานถึงสิบนาทีและเวลาทั้งหมดนั้นก็หมดไปกับการคิดถึงเรื่องนั้น
แล้วห้านาทีนั้นก็หายไปเปล่าๆเช่นกัน เหตุนี้เองบัพดาดาจึงบอกว่า
อย่าให้น้อยกว่าห้านาที เพิ่มเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตอนนี้เข้าใจชัดเจนแล้วใช่ไหม? บัพดาดาเห็นลูกแต่ละคนในรูปที่สูงส่งมาก
และเพื่อเน้นย้ำสิ่งนี้ บัพดาดาจึงให้ความเคารพตนเองกับลูกแต่ละคนอย่างมาก
ถ้าลูกจะลิสต์รายการของความเคารพตนเองออกมา มันคงจะยาวมาก!
วันนี้ ในเวลาอมฤต
บัพดาดาได้ออกไปท่องทัวร์ ท่านไปเห็นอะไร?
บัพดาดาได้ให้ลูกประคำแห่งความเคารพตนเองที่ยาวมากแก่ลูก
หากลูกจะทำให้ตนเองมั่นคงในแต่ละประเด็นของความเคารพตนเอง
ในขณะที่ลูกเดินและพูดถึงแต่ละประเด็นของความเคารพตนเองและยังคงหมุนลูกประคำนั้นไปเรื่อยๆ
ลูกก็จะรู้สึกเพลิดเพลินและมีความสุขกับมันอย่างมาก
ลูกมีลิสต์รายการของความเคารพตนเอง
แต่ในแต่ละประเด็นของรายการของความเคารพตนเองที่ยิ่งใหญ่เพียงใดนั้น -
ใครเป็นผู้ให้สิ่งนี้แก่ลูก?
ผู้ทรงพลังอำนาจของโลกได้ให้ลิสต์รายการประเด็นต่างๆของความเคารพตนเองมากมายแก่ลูกทุกคน
จงใช้สิ่งนั้น เพราะไม่มีอำนาจอื่นใดที่จะลดความเคารพตนเองของลูกลงได้
และไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะได้รับลูกประคำแห่งความเคารพตนเองมากมายเช่นนี้
บัพดาดาได้เห็นว่าลูกจะได้รับโชคแห่งอาณาจักรในยุคทอง
แต่ลูกประคำของความเคารพตนเองนี้เป็นของขวัญของยุคบรรจบพบกัน
เมื่อใดก็ตามที่บัพดาดามองมาที่ลูกๆ
ท่านเห็นลูกอยู่ในสภาพนั้นของความเคารพตนเองของลูก: ว้า ลูก! ว้า! ดังนั้น
จงคงอยู่ในอำนาจของความเคารพตนเองในสิ่งที่ลูกเป็น บางครั้ง
จงรักษาความเคารพตนเองในประเด็นหนึ่งไว้
และในเวลาอื่นก็จงรักษาความเคารพตนเองในอีกประเด็นหนึ่งไว้ แล้วตรวจสอบดูว่า:
วันนี้ ในเวลาอมฤตฉันได้เก็บรักษาประเด็นพิเศษของความเคารพตนเองไว้ในสติปัญญาของฉัน
และนั่นคือสมบัติที่มีค่า แล้วฉันได้ใช้สิ่งนั้นหรือไม่?
วิธีที่จะเพิ่มพูนสมบัติที่มีค่าคือการใช้มัน ยิ่งฉันใช้สมบัติที่มีค่ามากเท่าไร
มันก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น วันนี้
บัพดาดาได้เห็นว่าลูกคนไหนมีสายประคำของสำนึกรู้ในความเคารพตนเองที่ยาวกว่า
และลูกคนไหนมีสายประคำที่สั้นกว่า ที่ใดมีความเคารพตนเอง
ที่นั่นความหยิ่งยโสของร่างกายก็จะหมดสิ้นไป ดังนั้น วันนี้
บัพดาดาจึงได้ไปท่องทัวร์และเห็นสมบัติที่มีค่าของความเคารพตนเอง
จงใช้แต่ละพลังและทุกๆพลัง จงใช้แต่ละคุณธรรมและทุกๆคุณธรรม
แล้วปัญหาที่ลูกมีเกี่ยวกับการมาของมายา – มายาไม่ใช่แค่อยู่ดีๆก็มา
แต่บาบาได้บอกลูกแล้วว่า มายาได้กล่าวว่า: ลูกๆนั่นแหละที่ปลุกเรียกฉันมา
และฉันถึงมา ถ้าไม่ปลุกเรียกเช่นนั้นฉันก็จะไม่มา!
การมีความคิดที่อ่อนแอหรือไร้สาระใดๆเพียงเล็กน้อย ก็คือการปลุกเรียกมายา
เมื่อลูกลืมพลัง นั่นหมายความว่าลูกได้ปลุกเรียกมายาแล้ว “ฉันไม่ต้องการให้เธอมา
แต่เธอก็มา” ดังนั้น ใครมีพลังมากกว่ากัน? “ฉันไม่ต้องการให้เธอมา แต่เธอก็มา”
ดังนั้น มายามีพลังหรือลูกมีพลัง? ดังนั้น วันนี้ ปีเก่ากำลังจะสิ้นสุดลง
และปีใหม่กำลังจะมาถึง จึงมีความจริงจังและความกระตือรือร้นใหม่ๆ
เพราะคำสรรเสริญของยุคบรรจบพบกันคือ แต่ละวันเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น นั่นคือ
แต่ละวันคือเทศกาล เพราะมีความจริงจังและความกระตือรือร้นในแต่ละวันจึงเป็นเทศกาล
ดังนั้น จงทำให้สิ่งนี้มั่นคง ดูชาร์ทของลูกทุกวัน
แม้ในขณะที่เดินและเคลื่อนไหวไปมา ให้ตรวจสอบดู หากลูกตรวจสอบ
ลูกก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกันใช่ไหม?
หากลูกไม่ตรวจสอบแล้วลูกจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? ดังนั้น ในวันนี้ สำหรับปีใหม่
บัพดาดาจึงมีความคิดเป็นพิเศษว่า เช่นที่ลูกกล่าวอำลาปีเก่า ในทำนองเดียวกัน
ลูกๆแต่ละคนก็ต้องกล่าวอำลามายาด้วยเช่นกัน กล่าวอำลาความคิดที่ไร้ประโยชน์
เพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่มีความคิดที่ไร้ประโยชน์มากมาย
มีเพียงไม่กี่คนที่มีความคิดที่เลวร้ายหรือมีความคิดที่มีกิเลสมากมาย
พวกเขาเหล่านั้นมีน้อยมาก
แต่เพื่อที่จะจบสิ้นความคิดที่ไร้ประโยชน์ทั้งหมดรวมทั้งชื่อและร่องรอยทั้งหมดของมัน
จงทำให้ทุกความคิดมีพลัง อย่าให้มีความคิดที่ไร้ประโยชน์ใดๆ
เพราะเมื่อลูกมีความคิดที่ไร้ประโยชน์
มันไม่ใช่แค่ความคิดของลูกที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น
แต่เวลาของลูกก็จะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้ลูกห่างไกลจากการกลับมาทัดเทียมกับพ่อ
ความปรารถนาของลูกคือการกลับมาทัดเทียม และลูกก็ยกมือขึ้นด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามบัพดาดาพูดเสมอว่า: จงยกมือแห่งจิตใจของลูกขึ้น
การยกมือทางร่างกายนั้นง่ายดาย ดังนั้น ลูกมีความกล้าหาญที่จะกล่าวคำอำลาเธอหรือไม่?
ลูกมีความกล้าหรือไม่? ยกมือขึ้น! อัจชะ ลูกมีความกล้าหาญ
จงรักษาความกล้าหาญนี้ไว้กับลูกตลอดเวลา หากลูกอยู่อย่างกล้าหาญ
ลูกก็จะทำตามเป้าหมายที่ลูกตั้งไว้ได้สำเร็จ เพราะบัพดาดาก็อยู่กับลูกด้วย
บัพดาดาไม่ต้องการให้ลูกๆของท่านคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ลูกต้องกลับไปด้วยการจับมือกับบาบา พ่อชีว่าไม่มีตัวตนและท่านไม่มีมือ
แต่ศรีมัตคือมือของท่าน การทำตามศรีมัตในทุกย่างก้าวหมายถึงการเดินจับมือกัน
ขอแสดงความยินดีมากมายหลายล้านเท่าแก่ทุกคนสำหรับสามสิ่ง: ปีใหม่ ชีวิตใหม่
และยุคใหม่ อัจชะ
ตอนนี้
ถึงลูกๆทุกคนในดินแดนนี้และในต่างแดนที่เป็นที่รักของพ่อ ลูกๆผู้เป็นที่รักของพ่อ
ลูกๆของพ่อที่จากหายไปนานและเวลานี้ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
ขออำลาและขอแสดงความยินดี บัพดาดาได้บอกลูกแล้วว่า พร้อมกับการอำลาปีเก่า
ลูกก็จะอำลาซันสการ์เก่าด้วย ถึงลูกๆผู้เป็นมหาเวียร์ที่อำลาธรรมชาติเก่า
ถึงผู้ที่หารายได้หลายล้านในทุกย่างก้าว
ถึงผู้ที่อยู่อย่างมั่นคงในความเคารพตนเองที่บัพดาดาให้อยู่เสมอและผู้ที่ได้สัมผัสสิ่งนั้น
บัพดาดาเห็นลูกแต่ละคนในรูปของลูกที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดกสำหรับ 21 ชาติเกิด
ตลอดวงจรทั้งหมดมีเพียงลูกเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในมรดกของลูกเป็นเวลา 21 ชาติเกิด
บัพดาดาในทั้งสามรูป คือ พ่อ ครู และสัตกูรู กำลังให้มรดกแก่ลูกๆที่สูงส่งทุกคน
ผู้ซึ่งเป็นลูกที่มีสิทธิ์ ด้วยความรัก ระลึกถึง และนมัสเต
พร:
ขอให้ลูกได้รับมงกุฎสองชั้น
และประสบความสำเร็จในงานรับใช้ที่ลูกทำและในความพยายามของลูก
ในยุคบรรจบพบกัน
จงก้าวไปข้างหน้าเสมอโดยพิจารณาว่าตนเองได้รับมงกุฎสองชั้น หนึ่งคือมงกุฎแห่งแสง
นั่นคือมงกุฎแห่งความบริสุทธิ์ และอีกหนึ่งคือมงกุฎแห่งความรับผิดชอบ
ผู้ที่สวมมงกุฎแห่งความบริสุทธิ์และพลัง นั่นคือมงกุฎแห่งแสงและอำนาจ
จะมีพลังแรงเป็นสองเท่าอยู่เสมอ
ดวงวิญญาณที่มีพลังแรงเป็นสองเท่านี้จะทรงพลังอยู่เสมอ
พวกเขาจะประสบความสำเร็จในงานรับใช้ที่พวกเขาทำและในความพยายามของพวกเขาเสมอ
คติพจน์:
การคิด การพูด
และการกระทำบนพื้นฐานของคุณธรรมที่สูงส่ง คือความสูงส่ง
สัญญาณที่ละเอียดอ่อน:
สร้างสมคุณธรรมของความอ่อนหวานและความถ่อมตนเพื่อกลับมายิ่งใหญ่
สิ่งของบางอย่างจะอ่อนตัวลงได้เมื่อได้รับความร้อน และสามารถหล่อหลอมและปั้นแต่งได้
ในที่นี่เช่นกัน ความร้อนก็คือรูปแบบหนึ่งของพลัง และความอ่อนโยนก็คือความถ่อมตน
ซึ่งก็คือความรัก ผู้ที่มีความรักต่อทุกดวงวิญญาณจะสามารถมีความถ่อมตนได้
เมื่อไม่มีความรัก ลูกจะไม่สามารถอยู่อย่างมีความเมตตาหรือความถ่อมตนได้
ในการเป็นตัวของพลัง,ลูกคือนาย และในความถ่อมตนนั้นมีคุณธรรมของการรับใช้
เมื่อมีทั้งความร้อนและความอ่อนโยน ลูกก็จะสามารถหล่อหลอมตนเอง(ปรับตัว)ให้เข้ากับทุกสถานการณ์ได้